วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชนาธิป สงกระสินธ์

ชนาธิป สรงกระสินธ์ (ชื่อเล่น: เจ) หรือเป็นที่รู้จักกันในฉายา เมสซีเจ เกิดวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2536 เป็นนักฟุตบอลชาวไทย ปัจจุบันเล่นให้กับ บีอีซี เทโรศาสน ใน ไทยพรีเมียร์ลีก
ชนาธิปเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดของทีมชาติไทย ที่ วินเฟรด เชเฟอร์ เรียกตัวเข้าไปในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 โดยได้ตำแหน่งรองแชมป์ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ได้เหรียญทองในซีเกมส์ 2013 ที่ประเทศพม่า รวมถึงได้อันดับ 4 การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2014 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014


ประวัติ[แก้]

ชนาธิป สรงกระสินธ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2536 เป็นชาวจังหวัดนครปฐม พ่อของเขา(ก้องภพ สรงกระสินธ์) สอนให้เล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ และเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร และย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเพ็ญสมิทธิ์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจบชั้นประถม ชนาธิปกลับจังหวัดนครปฐมเพื่อเข้ารับการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสามพรานวิทยา ในช่วงนี้เขาได้เล่นฟุตบอลเดินสายกับทีม ซีแอล ไฮสปีด ทีมฟุตบอลเดินสายชื่อดังในจังหวัดนครปฐม ร่วมกับรัชพล นาวันโน ที่ภายหลังกลายเป็นนักเตะทีมชาติไทยอีกคนหนึ่ง
หลังจบชั้น ม.ต้น ชนาธิปจึงย้ายมาศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการราชดำเนิน (สาขาการตลาด) และเล่นฟุตบอลให้สถาบันไปด้วย โดยช่วยให้สถาบันของเขาครองถ้วยพระราชทาน โดยได้แชมป์ฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา 18 ปี ประเภท ก. ในเดือน มกราคม ปี 2554
ปัจจุบันชนาธิป สรงกระสินธ์ ศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟุตบอลสโมสร[แก้]

บีอีซี เทโรศาสน[แก้]

ฤดูกาล 2554[แก้]

ในสมัยที่ชนาธิป ยังเล่นฟุตบอลระดับนักเรียน เขาเคยถูกสโมสรทีโอที เอฟซี ปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาด้วยเพราะรูปร่างเล็กเกินไป ไม่เหมาะจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนที่จะเป็นสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ที่นำตัวเขามาร่วมทีมชุดเยาวชนของสโมสร โดยให้ค่าแรงเดือนละ 10,000 บาท
ชนาธิป อยู่ในทีมชุดเยาวชน U-19 ของสโมสรภายใต้การคุมทีมของแอนดรูว์ ออร์ด โค้ชทีมเยาวชนชาวออสเตรเลีย และสามารถพาทีมเยาวชนของสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ 2011 ได้สำเร็จ โดยในนัดชิงชนะเลิศ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่สนามศุภชลาศัย เขาสามารถพาสโมสรเอาชนะทีมเยาวชน U-19 ของสโมสรบุรีรัมย์-พีอีเอ ไปได้ 5-2 และได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ หลังจบเกมส์
ด้วยผลงานที่ดีในทีมเยาวชนของบีอีซี เทโรศาสน ทำให้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 เขาถูกสมชาย ชวยบุญชุม โค้ชทีมชาติชุดเยาวชนในขณะนั้น เรียกติดทีมชาติไทยชุดเยาวชน 19 ปี แข่งขันรายการชิงแชมป์แห่งชาติเอเซีย 2012 ในรอบคัดเลือก โดยทีมชาติไทยได้แชมป์กลุ่มได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในปีหน้า โดยในรอบคัดเลือกนี้ชนาธิป ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงและยิงประตูให้ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุ 19 ปีได้ 1 ลูก ในเกมส์ที่ถล่มเยาวชนทีมชาติเกาะกวมไปถึง 13-0 ที่สนามเทพหัสดิน

ฤดูกาล 2555[แก้]

หลังจากแอนดรูว์ ออร์ด โค้ชทีมเยาวชนสามารถคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 2011 ได้ สโมสรก็ได้แต่งตั้งให้เลื่อนขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ และแอนดรูว์ ออร์ด ก็นำชนาธิป ที่เคยเล่นในทีมชุดเยาวชนภายใต้การคุมทีมของเขามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ด้วย โดยได้รับเบอร์เสื้อหมายเลข 18
ชนาธิป ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับต้นสังกัดเป็นครั้งแรก ในเกมส์นัดเปิดสนามไทยพรีเมียร์ลีก 2555 วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่ทีมของเขาต้องออกไปเยือนสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่สนามยามาฮ่า สเตเดี้ยม โดยชนาธิป ลงเล่นเป็นตัวจริงแต่ทีมของเขาแพ้ไป 2-1 และมายิงประตูแรกได้ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ในนัดที่ บีอีซี เทโรศาสน ออกไปเยือนสโมสร การท่าเรือไทย เอฟซี ที่สนามแพทสเตเดี้ยม ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนลงมาแทนจักรกริช บุญคำ ในครึ่งหลัง โดยในการแข่งขันนัดดังกล่าวเขาทำผลงานให้เป็นที่จดจำของแฟนบอล ด้วยการถูกส่งลงมาในฐานะตัวสำรองแล้วยิงคนเดียว 2 ประตู โดยลูกที่ 2 เป็นการกระชากด้วยความเร็วกว่าครึ่งสนามก่อนจะล็อกหลบวัลลภ แซ่จิ๋ว นายประตูเจ้าบ้านแล้วค่อยๆเลี้ยงบอลผ่านเส้นประตูเข้าไปอย่างเหนือชั้น ทำให้สโมสรบุกมาชนะการท่าเรือถึงถิ่น 2-0
ด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ทำให้ชนาธิป ยึดตำแหน่งภายในทีมได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชน โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เขาได้ลงสนามในรายการโตโยต้า ลีกคัพ 2555 ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายซึ่งเป็นการลงเล่นรายการนี้เป็นนัดแรกของเขา ในเกมส์นัดดังกล่าวทีมของเขาต้องออกไปเยือนสโมสรลำพูน วอร์ริเออร์ ที่สนามแม่กวง สเตเดี้ยม และเขาก็ช่วยให้ทีมชนะ 2-1 ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เขายิงได้อีก 1 ประตูในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีก ที่บีอีซี เทโรศาสน ต้องออกไปเยือนสโมสรวัวชน ยูไนเต็ด ที่สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา โดยเขายิงประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ทีมของเขาจะชนะเจ้าบ้านไป 2-1
วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้ลงเล่นฟุตบอลชิงถ้วยไทยคม เอฟเอคัพ เป็นครั้งแรก โดยเป็นเกมส์รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่สโมสรต้องออกไปเยือนพัทยา ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬาเทศบาลหนองปรือ โดยเขาเป็นคนเปิดให้กิลเบิร์ต คุมสัน ยิงประตูชัยให้บีอีซี บุกมาชนะ 1-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และต่อมาในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีกวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ระหว่างสโมสรฟุตบอลบีบีซียู พบบีอีซี เทโรศาสน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ชนาธิป ยิงให้ทีมขึ้นนำ 2-1 ก่อนจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2
ชนาธิปได้ลงสนามในฤดูกาลนี้รวม 33 นัด (ไทยพรีเมียร์ลีก 28 นัด,โตโยต้า ลีกคัพ 3 นัด,เอฟเอ คัพ 2 นัด) ยิงในไทยพรีเมียร์ลีกได้ 4 ประตู และบีอีซี เทโรศาสน จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 จากผลงานและลีลาการเล่นในฤดูกาลนี้ทำให้ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้เล่นให้ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ไปแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติเอเซียรอบสุดท้าย ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากเคยเล่นในรอบคัดเลือกเมื่อปีที่แล้ว และติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่งขันซูซูกิ คัพ 2012

ฤดูกาล 2556[แก้]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ชนาธิป ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ในการแข่งขันฟุตบอลคิงสคัพ ครั้งที่ 42 และได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแต่ทำได้เพียงแค่คว้าอันดับ 3 ร่วมกับทีมชาติเกาหลีเหนือ
ในฤดูกาลนี้สโมสรเปลี่ยนแปลงโค้ชเป็นสเตฟาเน่ เด โมล และชนาธิป เริ่มต้นฤดูกาล 2556 ในเกมส์ที่บีอีซี เทโรศาสน บุกไปชนะราชบุรี มิตรผล เอฟซี 1-0 ที่สนามกีฬาจังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม โดยเป็นตัวสำรองและถูกส่งลงมาแทนคลีตัน ซิลวา ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมส์
การยิงประตูแรกในฤดูกาลนี้ของเขาเกิดขึ้นในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีกที่เสมอกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมายิงตีเสมอให้กับทีม ซึ่งประตูที่เขายิงได้ในนัดนี้ถือเป็นประตูแรกที่เขายิงได้ต่อหน้าแฟนบอลที่สนามเหย้าของสโมสร
ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม เขายิงในไทยพรีเมียร์ลีกได้อีก 1 ประตู โดยยิงให้บีอีซี เทโรศาสนตีเสมอบางกอกกล๊าส 1-1 ก่อนจะจบลงด้วยการบุกมาชนะ 3-2 ที่สนามลีโอ สเตเดี้ยม แต่ในช่วงท้ายเกมส์เขากลับถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเพราะไปมีปัญหากับฟลาเวียง มิเชลินี่ และธีรเทพ วิโนทัยนักเตะของบางกอกกล๊าส โดยถือเป็นการได้ใบแดงครั้งแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ
วันที่ 27 ตุลาคม เขายิงได้ 1 ประตูในเกมส์เปิดบ้านเสมอเมืองทอง ยูไนเต็ด 2-2 ที่สนามเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
จบฤดูกาลชนาธิปลงสนาม 28 นัด (ไทยพรีเมียร์ลีก 26 นัด ,เอฟเอคัพ 1 นัด ,ลีกคัพ 1 นัด) ยิงในไทยพรีเมียร์ลีกได้ 3 ประตู พาบีอีซี เทโรศาสนต้นสังกัดคว้าอันดับ 6 ในลีก และถูกเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ปี แข่งขันในกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศพม่าในเดือนธันวาคม

ฤดูกาล 2557[แก้]

ในช่วงต้นฤดูกาล ชนาธิปต้องพลาดโอกาสในการลงสนาม เนื่องจากได้รับบาดเจ็บกระดูกหน้าแข้งหักจากการลงเล่นให้ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในกีฬาซีเกมส์ เมื่อปลายปีก่อน และมาได้ลงสนามนัดแรกในฤดูกาลนี้ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ในเกมส์ที่เปิดบ้านเสมอกับสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด 1-1 โดยเป็นตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้าย
วันที่ 22 มิถุนายน ชนาธิป ยิงประตูแรกในฤดูกาลนี้ และช่วยให้บีอีซี เทโรศาสนเปิดบ้านเสมอกับเชียงราย ยูไนเต็ด 1-1 ในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีก และนัดต่อมา วันที่ 25 มิถุนายน เขายิงให้ทีมขึ้นนำ 1-0 และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้อีก 1 ลูก ในเกมส์ที่เอาชนะสมุทรสงคราม 2-0 ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของบีอีซี เทโรศาสน และในเกมส์ระหว่างบีอีซี เทโรศาสน เปิดบ้านพบอาร์มี่ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เขายิงไกลเป็นประตูชัยให้บีอีซี ชนะ อาร์มี่ ยูไนเต็ด 2-0 โดยประตูดังกล่าวเป็นประตูที่ 10 ที่ชนาธิปยิงให้บีอีซี เทโรศาสนในไทยพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสร
เดือนกันยายน ชนาธิป ถูกเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ และพาทีมชาติคว้าอันดับสี่มาครอง
หลังจากกลับมาจากเอเชียนเกมส์ ชนาธิป ลงสนามให้บีอีซี เทโรศาสน ในเกมส์โตโยต้าลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดแชมป์เก่า ที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2557 และช่วยให้ทีมชนะบุรีรัมย์ไปได้ 2-0 และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ โดยเป็นแชมป์รายการแรกของเขากับบีอีซี เทโรศาสน
ในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่พบกับเชียงราย ยูไนเต็ด ชนาธิปยิงได้อีก 1 ประตู แต่จบเกมส์บีอีซีแพ้ไป 2-1 และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3

สถิติฟุตบอลสโมสร[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสรฤดูกาลไทย ไทยพรีเมียร์ลีกไทยเอฟเอคัพไทยลีกคัพเอเชียอื่น ๆรวม
นัดประตูนัดประตูนัดประตูนัดประตูนัดประตูนัดประตู
บีอีซี เทโรศาสน25552842030334
25562631010283
25572740050324
255800000000
รวม811130909311
รวมทั้งหมด8111309000009311

ทีมชาติ[แก้]

ชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี[แก้]

ชนาธิปลงเล่นในระดับชาติให้ทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก ในรายการฟุตบอลเยาวชนอายุ 19 ปีชิงแชมป์เอเชีย 2012 ในรอบคัดเลือกที่ไทยเป็นเจ้าภาพภายใต้การคุมทีมของสมชาย ชวยบุญชุม โดยรอบคัดเลือกไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอี ร่วมกับทีมเยาวชนอายุ 19 ปีของเกาหลีใต้,ญี่ปุ่น,ไต้หวันและ กวม
ชนาธิป ลงสนามในนัดแรกของการแข่งขันรอบคัดเลือก วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ในเกมส์ที่ทีมชาติไทยชนะเกาหลีใต้ 1-0 ที่สนามเทพหัสดิน โดยถือเป็นการลงเล่นให้ทีมชาติไทยในระดับเยาวชนเป็นครั้งแรกของเจ้าตัวด้วย และมายิงได้ 1 ประตู ในเกมส์ถล่มทีมชาติกวม 13-0 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือก ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำผลงานกับทีมชาติไทยชุดอายุ 19 ปี ได้อย่างยอดเยี่ยมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ ด้วยการชนะทีมชาติเกาหลีใต้ 1-0 ,ชนะไต้หวัน 1-0,ชนะกวม 13-0 และเสมอญี่ปุ่น 0-0 ได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม
โดยในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอายุ 19 ปีชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้ายที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทยอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับเกาหลีใต้, จีน และอิรัก ซึ่งการแข่งขันทั้ง 3 นัด จะแข่งที่สนามกีฬาฟูไจราห์ คลับ เมืองฟูไจราห์ โดยไทยลงแข่งขันนัดแรกกับทีมชาติจีน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ชนาธิป สามารถผ่านบอลให้ วรนาถ ทองเครือ เข้าไปยิงประตูได้ และช่วยให้ทีมชาติไทยเอาชนะจีนไปได้ 2-1 ต่อมาในการแข่งขันกับเยาวชนทีมชาติเกาหลีใต้ วันที่ 5 พฤศจิกายน ไทยกลับแพ้ไป 1-2 และการแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม วันที่ 7 พฤศจิกายน ไทย แพ้ อิรักไป 0-3 ตกรอบในที่สุด

ชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี[แก้]

เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2556 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้เรียกชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ขณะนั้นเคยเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วในยุคของวินฟรีด เชเฟอร์ มาเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในแข่งขันซีเกมส์ 2013 ที่กรุงเนปยีดอ ประเทศพม่า
โดยชนาธิป ลงเล่นในซีเกมส์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2556 ในการแข่งขันนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มที่ทีมชาติไทย เอาชนะ ทีมชาติติมอร์-เลสเต ไป 3-1 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในช่วง 25 นาทีสุดท้าย ซึ่งในการแข่งขันซีเกมส์ 2013 นี้ ชนาธิป รับบทบาทเป็นผู้เล่นตัวสำรองที่มักจะถูกส่งลงสนามเพื่อสร้างสรรค์เกมส์รุกในช่วงครึ่งหลังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสามารถทำผลงานได้อย่างดี โดยได้เล่นเป็นตัวจริง 1 นัด ในเกมส์ที่เสมอกับทีมชาติกัมพูชา 0-0 และสามารถช่วยให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
ในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติอินโดนีเซีย ชนาธิป สรงกระสินธ์ ต้องพลาดโอกาสลงเล่นเนื่องจากได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าแข้ง แต่ทีมชาติไทยก็เอาชนะไปได้ 1-0 คว้าเหรียญทองไปครองได้สำเร็จ

ทีมชาติชุดใหญ่[แก้]

ชนาธิป ได้ลงสนามให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติภูฏาน เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังและทีมชาติไทยชนะไป 5-0
จากนั้นวินฟรีด เชเฟอร์ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 โดยชนาธิปเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดภายในทีม และได้ลงสนามในรายการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ที่ทีมชาติไทย พบกับทีมชาติเวียดนาม ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาเล่นแทน ปิยพล บรรเทา ที่มีอาการบาดเจ็บ (จบเกมส์ไทยชนะ 3-1) จากนั้นเขามีโอกาสลงสนามอีกครั้งหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศนัดที่ 2 พบกับทีมชาติสิงคโปร์ ชนาธิปมีโอกาสเลี้ยงกระชากหนีนักเตะสิงคโปร์และยิงประตูหนึ่งครั้ง แต่ไม่สำเร็จ และได้รองแชมป์ในที่สุด
ปีพ.ศ. 2556 ได้เล่นในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงสคัพ ครั้งที่ 42 ปี พ.ศ. 2556 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันคือเกาหลีเหนือ,สวีเดน และฟินแลนด์
ในการแข่งขันนัดแรกที่ทีมชาติไทยพบทีมชาติฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ชนาธิป ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่จบด้วยการแพ้ฟินแลนด์ 1-3 ทำให้ต้องชิงที่ 3 กับเกาหลีเหนือ โดยการแข่งขันนัดชิงที่ 3 วันที่ 26 มกราคม ชนาธิปลงเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้ง ก่อนจะเสมอกันไป 2-2 คว้าอันดับ 3 ร่วมไปครอง
ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก ไทยอยู่ร่วมสายกับ อิหร่าน คูเวต และเลบานอน นัดแรก 6 กุมภาพันธ์ 2556 ไทยเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน พบกับ ทีมชาติคูเวต ชนาธิป มีชื่อเป็นตัวสำรองและได้ลงสนามแทนจักรพันธ์ พรใสในนาทีที่ 72 ถัดจากนั้น 3 นาที ชนาธิปสามารถทำประตูตีไข่แตกได้ และจบเกมส์ไทยเปิดบ้านแพ้คูเวตไป 1-3 โดยประตูดังกล่าวถือว่าประตูแรกของชนาธิป ในการเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่
ชนาธิป เป็นตัวหลักในยุคของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือที่รับหน้าที่กุนซือขัดตาทัพสำหรับทีมชาติชุดใหญ่แทนวินฟรีด เชเฟอร์ โดยซิโก้ประเดิมคุมทีมชาติชุดใหญ่เมื่อ 15 มิถุนายน 2556 โดยได้นำนักเตะชุดซีเกมส์ 2013 ไปอุ่นเครื่องกับทีมชาติจีน และชนะทีมชาติจีนคาบ้านถึง 1-5 โดยชนาธิปเป็นหนึ่งในผู้ทำประตูด้วย
ในการแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ชนาธิปเล่นได้อย่างโดดเด่น และเป็นผู้เล่นที่ถูกจับตามองในการแข่งขันครั้งนี้ ในนัดชิงชนะเลิศที่ ไทย พบกับ มาเลเซีย ทางมาเลเซียระบุว่าชนาธิปเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นของไทยที่ต้องระวัง (อีก 2 คน คือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และ ชาริล ชับปุยส์) ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ที่ไทยเป็นฝ่ายแพ้ไป 3-2 แต่โดยผลการแข่งขันรวมแล้ว ไทยชนะไป 4-3 ชนาธิปเป็นผู้ยิงประตูที่ 2 ให้กับไทยได้ในนาทีที่ 86 จากลูกยิงนอกเขตโทษ ทำให้ไทยได้แชมป์รายการนี้ไปเป็นสมัยที่ 4 และเป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 12 ปี นอกจากแล้ว ชนาธิป ยังได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมในรายการนี้ไปอีกด้วย[1]

เกียรติประวัติ[แก้]

รางวัลระดับสโมสร[แก้]

รางวัลระดับทีมชาติ[แก้]

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยม สยามโกลเดนบอล: 1
2554
2555
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันโตโยต้า ลีกคัพ 2557: 1
2557
2557[1]

ผลงานการทำประตูในระดับนานาชาติ[แก้]

รายการคะแนนและผลการทำประตูของไทย
ประตูที่วันที่สถานที่คู่แข่งขันคะแนนผลการแข่งขัน
16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยธงชาติคูเวต คูเวต1–31–3เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก
215 มิถุนายน พ.ศ. 2556สนามเหอเฝยโอลิมปิกสปอร์ตเซ็นเตอร์ เหอเฝย์ ประเทศจีนFlag of the People's Republic of China จีน4–15–1เกมอุ่นเครื่อง[2][3]
310 ธันวาคม พ.ศ. 2557ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์3–03–0เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014
420 ธันวาคม พ.ศ. 2557สนามกีฬาแห่งชาติบูกิตจาลีล กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียมาเลเซีย มาเลเซีย3–24–3เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014

อ้างอิง[แก้]

  1. กระโดดขึ้นไป: 1.0 1.1 หน้า 1 ต่อ 9, ได้กำลังใจจากในหลวง 'ช้างศึก' สู้ยิบตา ครึ่งหลังฮึดชนะมาเลย์ประตูรวม 4-3 พลิกคว้าแชมป์ซูซูกิคัพสุดยิ่งใหญ่ !. เดลินิวส์ฉบับที่ 23,810: วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 ปีมะเมีย
  2. กระโดดขึ้น Sport - Manager Online - ซิโก้นำ ช้างศึก บุกถล่มจีน 5-1
  3. กระโดดขึ้น บอลไทยอุ่นเครื่องเจ๋งบุกถล่มจีนเละคาบ้าน 5-1 ประเดิมซิโก้คุมทัพชุดใหญ่

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


คาราบาว

คาราบาว (อังกฤษ: Carabao) เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตและยังเป็นตำนานเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงโด่งดังและยังเป็นวงที่อมตะตลอดกาล[1] ของไทย โดยมี ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) เป็นหัวหน้าวง และจนได้รับฉายาว่า (ราชาเพื่อชีวิตสามช่า) และ (เพื่อชีวิตร็อค)


ประวัติ[แก้]

ก่อตั้ง[แก้]

วงคาราบาวเกิดจากการก่อตั้งโดยนักเรียนไทยที่ฟิลิปปินส์ 3 คน คือ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) กับ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) และ สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) ขึ้นที่นั่น ในปี พ.ศ. 2523 โดยคำว่า "คาราบาว" เป็นภาษาตากาล็อก คือภาษาพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ แปลว่า "ควาย" ซึ่งทางฟิลิปปินส์ถือเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นเกษตร โดยหมายจะเป็นวงดนตรีที่มีเนื้อหาเพื่อชีวิต
คาราบาวในยุคแรกเริ่ม (จากซ้าย) เขียว, แอ๊ด, เล็ก
ที่ฟิลิปปินส์ แอ้ดได้พบกับเพื่อนคนไทยที่ไปเรียนหนังสือที่นั้น คือ สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) ซึ่งยืนยงได้มีโอกาสฟังเพลงของ เลด เซพเพลิน ,จอห์น เดนเวอร์ ,ดิ อีเกิ้ลส์ และปีเตอร์ แฟลมตัน จากแผ่นเสียงที่ ไข่ สานิตย์ ลิ่มศิลา สะสมไว้เป็นจำนวนมาก ต่อมา ทั้ง 3 จึงร่วมกันตั้งวงดนตรีขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "คาราบาว" เพื่อใช้ในการแสดงบนเวทีในงานของมหาวิทยาลัย โดยเล่นดนตรีโฟล์คในเนื้อหาที่สะท้อนสภาพปัญหาและความเป็นจริงของสังคม
เมื่อกลับมาเมืองไทย แอ๊ดและเขียวได้ร่วมกันเล่นดนตรีในเวลากลางคืน โดยกลางวันแอ๊ดทำงานอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ เขียวทำให้กับบริษัทฟิลิปปินส์ที่มาเปิดในประเทศไทย ส่วนไข่ก็ได้แยกตัวออกไป ทั้งคู่ออกอัลบั้มชุดแรกของวง ในชื่อ "ขี้เมา" เมื่อปี พ.ศ. 2524 ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ได้มีสมาชิกในวงเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน คือ ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) จากวงเพรซซิเด้นท์ และออกอัลบั้มเป็นชุดที่ 2 ในชื่อ "แป๊ะขายขวด" ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีก

รุ่งเรือง[แก้]

สมาชิกในวงทั้ง 7 คน (จากซ้าย) แอ๊ด, เทียรี่, เล็ก, เป้า, เขียว, อ๊อด, อ.ธนิสร์
คาราบาว เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในอัลบั้มชุดที่ 3 ในปี พ.ศ. 2526 จากอัลบั้ม "วณิพก" ด้วยเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม โดยมีเนื้อหาที่แปลกแผกไปจากเพลงในยุคนั้น ๆ และดนตรีที่เป็นท่วงทำนองแบบไทย ๆ ผสมกับตะวันตก มีจังหวะที่สนุกสนาน ชวนให้รู้สึกคึกคัก เต้นรำได้
คาราบาวประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปลายปี พ.ศ. 2527 เมื่อออกอัลบั้มชื่อว่า "เมดอินไทยแลนด์" เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ซึ่งทำยอดขายได้ถึง 5 ล้านตลับ ซึ่งเป็นสถิติยอดจำหน่ายอัลบั้มเพลงของศิลปินไทยที่สูงที่สุดของไทยไม่มีใครทำลายได้มาจนปัจจุบัน และเมื่อจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ก็มียอดผู้ชมถึง 6 หมื่นคน
โดย คาราบาว ในยุคนั้นเรียกว่ายุคคลาสสิก มีสมาชิกในวงทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย
ระหว่างปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2533 เรียกได้ว่าเป็นปีทองของคาราบาว โดยมีแอ๊ดเป็นผู้นำ โดยออกอัลบั้มออกมาทั้งหมด 5 ชุด ทุกชุดประสบความสำเร็จทั้งหมด ได้เล่นคอนเสิร์ตที่อเมริกาและยุโรปหลายครั้ง มีหลายเพลงที่ฮิตติดอยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ จนปัจจุบัน เช่น เมดอินไทยแลนด์, เจ้าตาก, หำเทียม, มหาลัย, เรฟูจี, บาปบริสุทธิ์, แม่สาย, ทับหลัง, สัญญาหน้าฝน เป็นต้น อีกทั้งได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยในด้านต่าง ๆ เช่น
  • เป็นศิลปินกลุ่มแรกของไทยที่มีโฆษณาลงในปกอัลบั้มและได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ในสังคม
  • การแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของวง ที่ชื่อ "ทำโดยคนไทย" ในปี พ.ศ. 2528 นับเป็นคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ครั้งแรกของไทย และเป็นครั้งแรกด้วยที่มีการแสดงดนตรีในเวทีกลางแจ้ง
  • อัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ แม้จะไม่มีมิวสิกวีดีโอ แต่เมื่อเพลงได้ถูกเผยแพร่ออกไป และได้รับความนิยม ทางรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในเนื้อหา จึงได้จัดทำมิวสิกวีดีโอขึ้นมาต่างหาก เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยใช้ของไทย
  • เพลงบางเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด มักจะถูกสั่งห้ามเผยแพร่ออกอากาศเสมอ ๆ ในแต่ละอัลบั้ม

แยกย้ายและในปัจจุบัน[แก้]

ในปี พ.ศ. 2533 สมาชิกในวง 4 คน คือ เขียว เทียรี่ อ.ธนิสร์ และเป้า ได้แยกตัวเป็นอิสระออกไป และทางวงก็ได้รับสมาชิกเพิ่มมา มาแทนที่ตำแหน่งที่ออกไป และยังคงออกอัลบั้มต่อมา และเทียรี่ที่แยกตัวออกไป ก็ได้กลับมาร่วมวงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 คาราบาวก็ได้ออกอัลบั้มชุดพิเศษ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสมาชิกชุดเดิม 7 คน ในชื่อชุด "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" โดยออกมาถึง 2 ชุด ด้วยกัน
สมาชิกในยุคปัจจุบัน (จากซ้าย) อ้วน, หมี, อ๊อด, เล็ก, แอ๊ด, เทียรี่, ดุก, โก้, น้อง (เป็นอดีตสมาชิกไปแล้ว)
แต่หลังจากปี พ.ศ. 2539 ชื่อเสียงและความนิยมของวงคาราบาวเริ่มสร่างซาลง เนื่องจากกระแสดนตรีที่เปลี่ยนไป แต่วงก็ยังคงผลิตผลงานออกมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2545 คาราบาว กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งของสังคม เมื่อวงโดยแอ๊ดมีสินค้าของตัวเองออกมาจำหน่าย เป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ยี่ห้อ "คาราบาวแดง" ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และวงก็ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 23 คือ "นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่" มาพร้อมกัน
จนถึงปัจจุบันนี้ คาราบาวมีอัลบั้มทั้งสิ้น 28 ชุด ไม่นับรวมถึงอัลบั้มพิเศษของทางวงหรือของสมาชิกในวง หรือบทเพลงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากนับรวมกันแล้วคงมีไม่ต่ำกว่า 100 ชุด มีเพลงไม่ต่ำกว่า 1,000 เพลง เป็นวงดนตรีที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดทั้งในวงการดนตรีทั่วไปและวงการเพลงเพื่อชีวิต เป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ฟังเพลง หรือผู้ที่นิยมในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้น จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ตำนานเพลงเพื่อชีวิต"
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2553 มีกระแสข่าวออกมาว่า นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของคาราบาว เพื่อผลประโยชน์ด้านการเมือง และเพื่อให้การบริหารจัดการในวงมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่นายวินิจ เลิศรัตนชัย ผู้บริหารบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ในฐานะผู้จัดมหกรรมดนตรี 30 ปี คาราบาว ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีของคาราบาวในวาระครบรอบ 30 ปีของวง ซึ่งจะแสดงเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2554 ได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว[2][3]

สมาชิก[แก้]

สมาชิกปัจจุบัน[แก้]

อดีตสมาชิก[แก้]

หน้าปกอัลบั้ม ขี้เมา
หน้าปกอัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์
หน้าปกอัลบั้ม ทับหลัง
หน้าปกอัลบั้ม เวลคัมทูไทยแลนด์

ผลงานอัลบั้มของคาราบาว[แก้]

เฉพาะอัลบั้มภาคปกติของวงคาราบาว มีดังนี้

พ.ศ. 2524-2529[แก้]

พ.ศ. 2530-2538[แก้]

พ.ศ. 2540-ปัจจุบัน[แก้]

คอนเสิร์ตครั้งสำคัญ[แก้]

คอนเสิร์ต 10 ปี ฅนคาราบาว ที่เป็นการรวมเล่นกันเป็นครั้งสุดท้ายของยุคคลาสสิก
คอนเสิร์ตคาราบาวที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกของ คาราบาว

เบ็ดเตล็ด[แก้]

  • คาราบาว เป็นวงดนตรีของเอเชียวงแรกที่มีรูปขึ้นบนไฟแช็กซิปโป้เหมือนศิลปินที่มีชื่อเสียงวงอื่น ๆ ของต่างประเทศ
  • คาราบาว ได้รับฉายาจากชาวต่างประเทศว่าเป็น "โรลลิ่ง สโตนเมืองไทย"
  • เทปแรกของรายการแฟนพันธุ์แท้ที่ออกอากาศเมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2543 คือตอน คาราบาว และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ได้จัดในตอนคาราบาวมาแล้วถึง 2 ครั้ง
  • อัลบั้มทุกชุด จะมีข้อเขียนในลักษณะความในใจของแอ๊ด หัวหน้าวง เสมอ ๆ นับเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคาราบาว
  • ในปี พ.ศ. 2528 มีการสร้างภาพยนตร์ของทางวงออกมา ชื่อ เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ เขียนบทโดย แอ๊ด นำแสดงโดย สมาชิกของวงทั้งหมด และนักแสดงรับเชิญ ปัจจุบัน ได้มีการทำเป็นวีซีดีออกมาจำหน่าย
  • ประมาณปี พ.ศ. 2545 สมาชิกคาราบาวได้ตัดสินใจรวบรวมเพลงที่โดนสั่งห้ามเผยแพร่ ห้ามออกอากาศมารวบรวมเป็นชุดโดยใช้ชื่อชุดว่า " ห้ามออกอากาศ " เป็นการรวบรวมเพลงในยุคแรกที่โดนแบน โดยให้ทาง MGA จัดจำหน่าย ต้นสังกัดคือบริษัท โคแอนด์กระบือ
  • ในปี พ.ศ. 2548 บริษัท อาร์เอส และ วอร์นเนอร์ มิวสิก ไทยแลนด์ ได้ทำอัลบั้มชุดพิเศษ โดยวงคาราบาว และ ปาน-ธนพร แวกประยูร ในชื่ออัลบั้ม "หนุ่มบาว-สาวปาน" โดยเป็นอัลบั้มที่ทำขึ้นเฉพาะกิจระหว่าง 2 สุดยอดนักร้องคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วประเทศ
  • ในปี พ.ศ. 2552 คาราบาว และ ปาน ได้ออกอัลบั้มอีกหนึ่งชุด คือ "บาวปานรีเทิร์น" เป็นการปิดฉากของโปรเจ็กต์หนุ่มบาว-สาวปาน
  • ในปี พ.ศ. 2556 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายนทาง บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย)จำกัด ได้ร่วมมือกับ Seven Eleven และ Book Smlie ในการแจก Carabao MP3 Collection ซึ่งใน Mp3 จะเป็นเพลงสมัยแรกของวง
  • ชื่อ คาราบาว ที่ต่อท้ายชื่อเล่นของบุคคล ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักร้อง นักดนตรีในวงเท่านั้น แต่ในบางครั้งจะใช้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือเคยร่วมงานกับวงด้วย เช่น นก คาราบาว (นักร้องประสานเสียงหญิง) ป๋อง คาราบาว (ผู้จัดการวง) เป็นต้น
  • คาราบาว ได้ชื่อว่าเป็นวงที่ไม่มีสังกัดที่แน่นอน และในการออกอัลบั้มแต่ละชุด จะทำงานกับสังกัดหรือค่ายเพลงเป็นการเฉพาะไป เช่น อัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ ที่สร้างชื่อให้ในปี พ.ศ. 2527 แม้ไม่ได้มีสังกัดที่แน่นอน แต่ก็มีแกรมมี่สนับสนุนอยู่ มีเพียงในระยะหลัง ๆ ได้สังกัดกับวอร์นเนอร์ มิวสิก ไทยแลนด์ แต่ทางวงเคยตั้งบริษัทเพื่อดูแลผลประโยชน์ของวงขึ้นมา ในชื่อ กระบือ แอนด์ โค

วัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

ภาพยนตร์[แก้]

  • ยังบาว เดอะมูฟวี่ (พ.ศ. 2556) [4]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]